ภัยธรรมชาติอย่าง “น้ำท่วม” มักมาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัวม่ว่าจะเป็นน้ำป่าไหลหลากหรือน้ำรอระบายในเมืองท่ามกลางวิกฤต อุทกภัยจากพายุฝน ที่มักเกิดขึ้นฉับพลันและสร้างความเสียหายรุนแรงต่อทรัพย์สิน โดยเฉพาะ ‘รถยนต์’ พาหนะคู่ใจ คำถามแรกที่เจ้าของรถทุกคนกังวลคือ “รถน้ำท่วม ประกันจ่ายไหม?” และ “ต้องทำอย่างไรถึงจะเคลมได้?”บทความนี้จะสรุปทุกคำตอบ ทั้งเงื่อนไขกรมธรรม์แต่ละประเภท ขั้นตอนการเคลม และข้อควรระวัง
รถน้ำท่วม ประกันจ่ายไหม?
- ประกันชั้น1: คุ้มครองน้ำท่วม: รับผิดชอบความเสียหายจากภัยธรรมชาติทุกกรณี ทั้งน้ำท่วม ไฟไหม้ ลมพายุ (ภายใต้ทุนประกัน)
- ประกันชั้น2+ ต้องตรวจสอบ:โดยทั่วไปไม่คุ้มครอง เว้นแต่ ระบุในกรมธรรม์ว่า “รวมภัยธรรมชาติ/น้ำท่วม” หรือซื้อความคุ้มครองเสริม
- ประกันชั้น3+ ไม่คุ้มครอง: ไม่คุ้มครองตัวรถ ต้องซื้อแพ็กเกจเสริมภัยธรรมชาติเท่านั้น
- ประกันชั้น2/ชั้น3 ไม่คุ้มครอง: คุ้มครองเฉพาะความเสียหายคู่กรณี ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของผู้เอาประกัน
- พ.ร.บ.(พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ) ไม่คุ้มครองตัวรถ: คุ้มครองเฉพาะ “คน” ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลในกรณีเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น ไม่ใช่ความเสียหายทรัพย์สินหรือรถยนต์
สิ่ง “ห้ามทำ” เด็ดขาดเมื่อรถจมน้ำ
ก่อนจะไปถึงขั้นตอนการเคลม มีข้อควรระวังที่คุณต้องรู้เพื่อไม่ให้ประกันปฏิเสธการจ่าย และไม่ให้รถพังเสียหายหนักกว่าเดิม
- ห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด: แม้น้ำจะลดแล้วก็ห้ามสตาร์ท เพราะน้ำที่ค้างในท่อไอดีจะถูกดูดเข้าห้องเผาไหม้ ทำให้ก้านสูบหัก เครื่องยนต์พัง (Hydrostatic Lock) ซึ่งประกันอาจมองว่าเสียหายเพิ่มเพราะความประมาทของคุณ
- ห้ามต่อระบบไฟ: ควรถอดขั้วแบตเตอรี่ออก (ถ้าทำได้และปลอดภัย) เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
- ห้ามเข้าเกียร์แล้วเข็นให้เครื่องยนต์หมุน เนื่องจากแรงอัดน้ำอาจทำให้เครื่องยนต์ล็อกหรือชิ้นส่วนภายในเสียหาย
ขั้นตอนเคลมประกัน “รถน้ำท่วม”
1.ถ่ายรูปเก็บหลักฐาน
หลักฐานภาพถ่ายคือสิ่งสำคัญที่สุดในการพิจารณาทุนประกัน ให้ถ่ายเก็บไว้ให้มากที่สุด ขณะรถแช่น้ำหากน้ำลดแล้ว ให้ถ่ายคราบโคลนหรือรอยน้ำที่ติดอยู่บนตัวรถ จุดสำคัญที่ต้องถ่ายป้ายทะเบียนรถภาพมุมกว้างเห็น ระดับน้ำเทียบกับตัวรถ
2.ติดต่อบริษัทประกันภัย
ศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุของบริษัทประกันภัย โดยเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนโทรเลขที่กรมธรรม์, ชื่อ-นามสกุลเจ้าของรถ, ทะเบียนรถ, สถานที่เกิดเหตุ และเบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อกลับโดยเจ้าหน้าที่จะออก “เลขที่รับแจ้ง (Claim No.)” ให้ท่าน โปรดจดบันทึกไว้เพื่อใช้ติดตามเรื่อง
3.นัดหมายการตรวจสอบและเคลื่อนย้าย
เจ้าหน้าที่สำรวจภัย (Surveyor) จะทำการนัดหมายเพื่อประเมินความเสียหาย
4.เตรียมเอกสารให้พร้อม
- สำเนาบัตรประชาชน (เจ้าของรถ/ผู้แจ้ง)
- สำเนาใบขับขี่
- สำเนาเล่มทะเบียนรถ
- หน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย
5.รอผลประเมิน บริษัทประกันจะประเมินความเสียหายตามมาตรฐานของ คปภ. โดยแบ่งเป็น 2 กรณี
- เสียหายบางส่วน: รถยังสามารถซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ บริษัทประกันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่าซ่อม, ค่าอะไหล่, ค่าแรง และค่าทำความสะอาด (ซักพรม/ซักเบาะ)
- เสียหายสิ้นเชิง: รถเสียหายหนัก หรือประเมินแล้วว่าค่าซ่อมสูงเกิน 70% ของทุนประกัน บริษัทประกันจะ “คืนทุนประกันเต็มจำนวน” (ตามที่ระบุในกรมธรรม์)
กรณีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เคลมได้ไหม?


สำหรับรถ EV ประกันชั้น 1 คุ้มครองเช่นกัน แต่มีเกณฑ์พิเศษเรื่อง “แบตเตอรี่” หากแบตเตอรี่เสียหายจนต้องเปลี่ยนใหม่ บริษัทประกันจะจ่ายค่าสินไหมแบบ “หักค่าเสื่อมราคา” ตามอายุการใช้งาน ตามคำสั่งนายทะเบียน คปภ.(สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)
| อายุการใช้งานของรถยนต์ (นับจากวันรับรถ) | บริษัทประกันจ่ายให้ (% ของราคาแบตฯ ใหม่) | เจ้าของรถต้องจ่ายส่วนต่างเอง (%) |
| ไม่เกิน 1 ปี | 100% | 0% |
| เกิน 1 ปี – ไม่เกิน 2 ปี | 90% | 10% |
| เกิน 2 ปี – ไม่เกิน 3 ปี | 80% | 20% |
| เกิน 3 ปี – ไม่เกิน 4 ปี | 70% | 30% |
| เกิน 4 ปี – ไม่เกิน 5 ปี | 60% | 40% |
| เกิน 5 ปี ขึ้นไป | 50% | 50% |
หมายเหตุ:
- กรณีซ่อมได้: หากเปลี่ยนแค่บางโมดูล, ชุดสายไฟ หรืออุปกรณ์ควบคุม (ไม่เปลี่ยนทั้งลูก) บริษัทประกันจะ จ่ายค่าซ่อมตามจริงเต็มจำนวน (ไม่หักค่าเสื่อม) ภายใต้วงเงินทุนประกัน
- กรณีเจ้าของร่วมจ่าย: หากมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่และเจ้าของรถต้องจ่ายส่วนต่าง (เช่น 10%) หากบริษัทประกันนำซากแบตเตอรี่เก่าไปขายได้เงินมา จะต้องนำเงินนั้นมาคืนให้เจ้าของรถตามสัดส่วนที่ร่วมจ่ายไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.): แนวปฏิบัติมาตรฐานการซ่อมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วม และ คำสั่งนายทะเบียนเรื่องกรมธรรม์รถยนต์ไฟฟ้า – www.oic.or.th
- สมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA): คู่มือความรู้ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ – www.tgia.org









